จ่อฝูงต่อแต่มีจุดต้องแก้! เปิดสถิติทั้งบวกและลบของลิเวอร์พูล หลังบุกเจ๊าอาร์เซน่อลไร้สกอร์

ลิเวอร์พูล เก็บหนึ่งแต้มสำคัญจากการบุกไปเสมอกับ อาร์เซน่อล แบบไม่มีประตูเกิดขึ้น 0-0 ในศึกพรีเมียร์ลีก อังกฤษ ที่สนามเอมิเรตส์ สเตเดี้ยม แม้ผลการแข่งขันจะช่วยให้ “หงส์แดง” ยังรักษาสถานะทีมลุ้นแชมป์เอาไว้ได้ แต่รูปเกมและตัวเลขทางสถิติก็สะท้อนให้เห็นทั้งด้านที่น่าพอใจและปัญหาที่ยังต้องเร่งปรับปรุงอย่างจริงจัง

เกมดังกล่าวถือเป็นการเสมอแบบไร้สกอร์ครั้งแรกของการพบกันระหว่าง อาร์เซน่อล กับ ลิเวอร์พูล ในศึกพรีเมียร์ลีก นับตั้งแต่ปี 2015 เป็นต้นมา โดยก่อนหน้านี้การดวลกันของสองทีมยักษ์ใหญ่มักเต็มไปด้วยประตูและความเร้าใจ แต่ครั้งนี้กลับกลายเป็นเกมที่แนวรับของทั้งสองฝ่ายทำงานได้อย่างแข็งแกร่ง จนแนวรุกไม่สามารถเจาะตาข่ายกันได้เลย

ในแง่ของการครองบอลและการคุมจังหวะเกม ลิเวอร์พูลทำได้อย่างโดดเด่น โดยเฉพาะในช่วงครึ่งหลังที่สามารถผ่านบอลในแดนของอาร์เซน่อลได้มากถึง 207 ครั้ง ถือเป็นหนึ่งในตัวเลขที่สูงที่สุดของทีมเยือนที่มาเล่นในเอมิเรตส์ สเตเดี้ยม ในช่วงหลายฤดูกาลหลัง แสดงให้เห็นถึงความมั่นใจในการต่อบอล การเคลื่อนที่ และการพยายามบุกกดดันคู่แข่งอย่างต่อเนื่อง

อย่างไรก็ตาม จุดที่กลายเป็นสถิติด้านลบและน่ากังวลที่สุดของลิเวอร์พูลในเกมนี้ คือการ ยิงไม่เข้ากรอบแม้แต่ครั้งเดียวตลอด 90 นาที ซึ่งนับเป็นครั้งแรกในเกมพรีเมียร์ลีกของสโมสรในรอบกว่า 10 ปี สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาในจังหวะสุดท้าย ไม่ว่าจะเป็นการเลือกจบสกอร์ ความเฉียบคมของแนวรุก หรือการขาดโอกาสจบแบบจะแจ้งในพื้นที่สุดท้าย

แม้เกมรุกจะฝืด แต่เกมรับของลิเวอร์พูลยังคงรักษามาตรฐานได้ดี โดยสามารถจำกัดโอกาสลุ้นประตูของอาร์เซน่อล ซึ่งขึ้นชื่อว่าเป็นหนึ่งในทีมเกมรุกอันตรายที่สุดของลีกในฤดูกาลนี้ ส่งผลให้ทีมเก็บคลีนชีตนอกบ้านได้ในเกมใหญ่ ซึ่งถือเป็นปัจจัยบวกต่อการลุ้นแชมป์ในระยะยาว

อีกหนึ่งประเด็นที่น่าสนใจคือผลงานในการดวลแท็กติกกับ มิเกล อาร์เตต้า โดยลิเวอร์พูลยังคงไม่แพ้ผู้จัดการทีมอาร์เซน่อลเป็นเกมที่ 4 ติดต่อกันในทุกรายการ สะท้อนถึงความสามารถในการรับมือกับทีมระดับท็อป และการวางแผนรับมือเกมใหญ่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

โดยภาพรวม ผลเสมอในเกมนี้อาจไม่ใช่ผลลัพธ์ที่แฟนบอลลิเวอร์พูลพึงพอใจนักในแง่ของรูปเกมรุก แต่ในมุมของตารางคะแนนและการรักษาความต่อเนื่องในการไม่แพ้คู่แข่งโดยตรง ถือเป็นแต้มที่มีความหมาย อย่างไรก็ตาม หากหวังจะก้าวไปถึงตำแหน่งแชมป์พรีเมียร์ลีกอย่างเต็มตัว การแก้ไขปัญหาความเฉียบคมในพื้นที่สุดท้ายจะเป็นโจทย์สำคัญที่ “หงส์แดง” ต้องเร่งจัดการโดยเร็วที่สุด