มาเรสก้าชี้สิงห์หลุดโฟกัสหลังโดนอตาลันต้าตีเสมอ รับกังวลฟอร์มบู่ไร้ชัย 4 นัดติด

เอ็นโซ่ มาเรสก้า ผู้จัดการทีมเชลซี ออกมายอมรับแบบตรงไปตรงมาว่าลูกทีมของตน “เสียการควบคุมเกม” หลังถูก อตาลันต้า ตามตีเสมอ และปล่อยให้สถานการณ์พลิกผันจนกลายเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ 1-2 ในศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก เมื่อคืนวันอังคารที่ผ่านมา ตามเวลาท้องถิ่น

เกมที่ถูกจับตามองอย่างมากนี้ เชลซีออกสตาร์ตได้อย่างยอดเยี่ยม ครองบอลเหนือกว่าและสร้างโอกาสได้ต่อเนื่อง ก่อนจะฉวยจังหวะขึ้นนำตั้งแต่กลางครึ่งแรกจากประตูของ ชูเอา เปโดร ทำให้รูปเกมในช่วง 45 นาทีแรกเป็นไปตามแผนที่มาเรสก้าวางไว้ เน้นต่อบอลเท้าสู่เท้า คุมจังหวะเกมโดยมีแนวรุกคอยวิ่งสลับตำแหน่งกดดันแนวรับเจ้าถิ่น

อย่างไรก็ตาม หลังพักครึ่งสถานการณ์กลับตาลปัตร อตาลันต้าปรับเกมรุกอย่างดุดัน วิ่งไล่เพรสสูงและโจมตีด้านกว้างมากขึ้น จนแนวรับเชลซีเริ่มถอยลึก และการต่อบอลจากหลังขึ้นหน้ากลับผิดพลาดบ่อยครั้ง กระทั่งมาเสียประตูตีเสมอ 1-1 ซึ่งกลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของเกม

มาเรสก้าเปิดใจภายหลังเกมจบว่า ช่วงเวลาก่อนและหลังประตูตีเสมอคือช่วงที่ทีมของเขาเปราะบางที่สุด “ครึ่งแรกเราควบคุมทุกอย่างได้ดี เราหาจังหวะขึ้นนำและป้องกันพื้นที่สำคัญได้หมด แต่ทันทีที่เราเสียประตูแรก เราก็เริ่มเสียการควบคุมเกมไปทีละนิด ทั้งในแง่จังหวะการเล่นและสภาพจิตใจของทีม” เทรนเนอร์ชาวอิตาเลียนอธิบาย

จากนั้นแทนที่เชลซีจะตั้งหลักใหม่อย่างใจเย็น กลับเลือกเดินหน้าเล่นเกมรุกแบบเร่งจังหวะหวังจะยิงประตูชัยให้ได้โดยเร็ว ซึ่งมาเรสก้ายอมรับเองว่ากลายเป็นดาบสองคม “เราอยากชนะเกมนี้ให้เร็วที่สุด พยายามเล่นดุดัน บุกใส่เพื่อเอาประตู แต่พอเราโดนตีเสมอเป็น 1-1 ไดนามิกของเกมก็เปลี่ยนไปทันที เราเสี่ยงมากขึ้น ช่องว่างระหว่างไลน์ทีมเปิดมากขึ้น และนั่นทำให้อตาลันต้ามีพื้นที่เล่นเกมสวนกลับ”

ผลลัพธ์คือประตูแซงนำของเจ้าถิ่น 2-1 ที่มาจากจังหวะที่แนวรับเชลซีถอยไม่ทันและปิดพื้นที่หน้ากรอบเขตโทษไม่สนิท ทำให้ความผิดหวังถาโถมใส่นักเตะและสตาฟฟ์โค้ชฝั่งสิงห์บลูส์เต็ม ๆ เพราะนอกจากจะพลาดสามแต้มสำคัญแล้ว ยังเป็นการต่อยอดสถิติไม่ชนะใครเป็นนัดที่ 4 ติดต่อกันในทุกรายการอีกด้วย

มาเรสก้ายอมรับว่าตารางแข่งที่แน่นขนัดมีส่วนทำให้ภาพรวมของทีมดูอ่อนล้าลง “ตอนนี้เราเล่นแทบทุกสองวัน นักเตะหลายคนกรำศึกหนักต่อเนื่อง มันเห็นชัดว่าเรามีปัญหาบางอย่าง ทั้งเรื่องพลังงานในสนามและคุณภาพในช่วงท้ายเกม” เขากล่าวถึงสภาพร่างกายลูกทีมที่เริ่มส่งสัญญาณอ่อนล้า

แม้จะพอเข้าใจได้ในมุมความฟิต แต่นายใหญ่เชลซีก็ไม่ปิดบังความกังวลกับผลงานที่จืดชืดในระยะหลัง “ผมกังวลอยู่เสมออยู่แล้ว การเก็บได้เพียง 2 แต้มจาก 4 เกม ไม่ใช่สิ่งที่เราวางเป้าเอาไว้ และมันก็ไม่ใกล้เคียงมาตรฐานที่เชลซีควรเป็น เราต้องทำให้ดีกว่านี้มาก ต้องหาทางพาทีมกลับมาชนะให้ได้โดยเร็ว”

สิ่งที่ทำให้สถานการณ์ยิ่งถูกจับตา คือทีมกำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านภายใต้ปรัชญาฟุตบอลของมาเรสก้า ที่เน้นเกมคอนโทรลบอลจากหลังขึ้นหน้า ใช้การยืนตำแหน่งและเคลื่อนที่ของนักเตะเป็นหัวใจสำคัญ ดังนั้นเมื่อต้องเล่นถี่ ๆ และฟอร์มเริ่มแกว่ง เสียงวิจารณ์เรื่องประสิทธิภาพระบบการเล่นจึงดังขึ้นตามไปด้วย

บรรยากาศในห้องแต่งตัวหลังจบเกมมีทั้งความผิดหวังและความเงียบ นักเตะหลายคนรู้ดีว่าพวกเขาปล่อยชัยชนะหลุดมือไปเองในค่ำคืนนั้น ขณะที่สตาฟฟ์โค้ชต้องเร่งหาทางรีเซ็ตสภาพจิตใจทีมให้กลับมาอย่างรวดเร็ว เพราะโปรแกรมรออยู่ข้างหน้าทั้งบอลลีกและถ้วยยุโรปยังคงโหดหินไม่แพ้กัน

แม้ต้องเผชิญแรงกดดันรอบด้าน มาเรสก้ายืนยันว่าจะไม่ปล่อยให้บรรยากาศด้านลบครอบงำทีม “สิ่งเดียวที่เราทำได้ตอนนี้คือกลับไปทำงานหนักกว่าเดิม วิเคราะห์ให้ชัดว่าจุดไหนที่เราหล่น จังหวะไหนที่เราควรจัดการได้ดีกว่านี้ แล้วลงไปพิสูจน์ในสนามว่าเรายังเป็นทีมที่คู่แข่งประมาทไม่ได้”

สำหรับเชลซี การแพ้อตาลันต้าไม่ใช่เพียงการเสียสามคะแนน แต่คือสัญญาณเตือนแรง ๆ ว่าหากไม่เร่งแก้ไขปัญหาความสม่ำเสมอ ทั้งในแง่สมาธิ, สภาพร่างกาย และรายละเอียดเล็ก ๆ น้อย ๆ ในเกม พวกเขาอาจต้องลำบากทั้งในเส้นทางยุโรปและในลีกภายในประเทศช่วงโค้งสำคัญของฤดูกาลที่กำลังมาถึง

อย่างไรก็ดี หากทีมสามารถใช้ความผิดหวังครั้งนี้เป็นบทเรียน ตั้งหลักใหม่ และตอบสนองด้วยชัยชนะในเกมถัดไปได้ เสียงวิจารณ์ที่ดังอยู่ในตอนนี้ก็อาจกลายเป็นแรงผลักดันสำคัญให้ “สิงห์บลูส์” ก้าวผ่านช่วงเวลาวิกฤติไปสู่เส้นทางที่มั่นคงกว่าเดิมในอนาคตอันใกล้