รัชเผยนาทีชีวิตคิดว่าไม่น่าจะรอดหลังหมดสติที่บ้าน

เอียน รัช ตำนานดาวยิงชื่อก้องของ ลิเวอร์พูล เปิดใจแบบหมดเปลือกถึงประสบการณ์หวาดหวั่นกับเหตุการณ์ที่เขา “คิดว่าอาจจะไม่รอดชีวิต” หลังหมดสติกลางบ้านพักเมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา โดยเหตุการณ์ดังกล่าวทำให้เขาต้องถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลและเข้ารับการรักษาอย่างเร่งด่วน ซึ่งสร้างความหวาดกลัวแก่เขาและคนรอบข้างอย่างมาก ก่อนที่เขาจะผ่านช่วงวิกฤติมาได้อย่างปลอดภัยและกลับมาฟื้นฟูสภาพร่างกายอย่างต่อเนื่อง

รัช วัย 64 ปี ซึ่งเคยเป็นศูนย์หน้าระดับตำนานของ “หงส์แดง” ถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลเคาน์เตสแห่งเชสเตอร์เมื่อวันที่ 11 ธันวาคม หลังจากที่เขาหยุดหายใจและหมดสติขณะอยู่ในบ้านพัก โดยอาการแย่ลงอย่างรวดเร็วจากการติดเชื้อไข้หวัดใหญ่ขั้นรุนแรง ส่งผลให้ต้องเข้ารักษาตัวในห้องไอซียูถึง 48 ชั่วโมง ท่ามกลางความกังวลของทีมแพทย์และคนใกล้ชิด ซึ่งในช่วงเวลานั้น รัชเองก็ยอมรับว่าเขานึกถึงความเป็นไปได้ที่เลวร้ายที่สุดและคิดว่าชีวิตอาจจะสิ้นสุดลง

“ผมหายใจไม่ออกและเกิดอาการตื่นตระหนก” รัชกล่าวถึงช่วงเวลาที่แสนทรมาน “มีอยู่หลายช่วงที่ผมคิดว่าผมอาจจะอยู่ได้ไม่นานนัก แต่โชคดีที่ระบบบริการสุขภาพแห่งชาติ (NHS) ช่วยเหลือผมอย่างเต็มที่”

เหตุการณ์เริ่มขึ้นในช่วงเช้ามืดเมื่อแฟนสาวของรัช สังเกตเห็นว่าอาการหายใจของเขาแย่ลงจนต้องโทรเรียกรถพยาบาล หลังจากเจ้าหน้าที่มาถึงและช่วยเบื้องต้น รัชเลือกพักอยู่ที่บ้านก่อนจะเกิดการหมดสติอีกครั้งภายในเวลาเพียง 10 นาที ทำให้จำเป็นต้องเรียกรถพยาบาลเป็นครั้งที่สองและนำตัวส่งโรงพยาบาลอย่างทันท่วงที

รัชใช้เวลารักษาตัวที่โรงพยาบาลรวม 5 วัน ก่อนที่อาการจะดีขึ้นจนสามารถกลับบ้านได้ ขณะที่อยู่โรงพยาบาล เขายอมรับว่าได้เตรียมใจรับกับความเป็นไปได้ที่เลวร้ายที่สุด และตั้งใจฝึกการหายใจอย่างสม่ำเสมอในภายหลังเพื่อฟื้นฟูร่างกาย

ในเวลานี้รัชเดินหน้าฟื้นฟูสภาพร่างกายและรู้สึกแข็งแรงขึ้นมาก เขายังกล่าวถึงการให้กำลังใจจากเพื่อนนักฟุตบอลตำนานทั่วโลกที่ส่งข้อความมาหลังเหตุการณ์เกิดขึ้น รวมถึงการได้พบปะกับบุคคลสำคัญอย่าง โรนัลโด้, อเลสซานโดร เดล ปิเอโร่ และ โรแบร์โต บาจโจ้ ซึ่งช่วยเติมพลังใจให้เขาในช่วงฟื้นฟูอย่างมาก

ตลอดช่วงที่เขาเล่นให้กับลิเวอร์พูล รัชทำไป 346 ประตู ซึ่งทำให้เขาเป็นดาวซัลโวสูงสุดตลอดกาลของสโมสร เหนือกว่า โรเจอร์ ฮันท์ และ โมฮาเหม็ด ซาลาห์ ซึ่งแม้จะผ่านช่วงเวลาวิกฤติในชีวิต แต่รัชยังคงภูมิใจในสิ่งที่เขาทำได้ในเส้นทางลูกหนัง และตั้งเป้าก้าวต่อไปด้วยสุขภาพที่แข็งแรงขึ้นทุกวัน.