แมนฯ ยูไนเต็ดทำสถิติสุดช็อก! ลงเล่นน้อยที่สุดในรอบ 111 ปี หลังพลาดลุ้นทุกถ้วย

ฤดูกาลนี้กลายเป็นหนึ่งในปีที่ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ต้องจารึกไว้ในหน้าประวัติศาสตร์ของสโมสร หลังจากล่าสุดมีการเปิดเผยว่า “ปีศาจแดง” จะลงเล่นในฤดูกาล 2025–26 เพียง 40 นัดตลอดทั้งปีเท่านั้น ซึ่งเป็นจำนวนเกมที่น้อยที่สุดในรอบ 111 ปี นับตั้งแต่ฤดูกาล 1914–15 เลยทีเดียว
สาเหตุสำคัญของสถิติที่ไม่น่าจดจำนั้นมาจากการพลาดทุกรายการถ้วยที่สโมสรร่วมแข่งขันในฤดูกาลนี้ เริ่มตั้งแต่การตกรอบ เอฟเอ คัพ รอบ 3 ที่แพ้ให้กับ ไบรท์ตัน 1–2 ส่งผลให้ ยูไนเต็ดต้องเสียโอกาสลุ้นแชมป์ถ้วยเอฟเออย่างรวดเร็ว ก่อนหน้านี้พวกเขาก็พลาดหวังใน คาราบาว คัพ ตั้งแต่รอบแรกเช่นกัน และด้วยผลงานในลีกที่ยังไม่ดีพอ แมนฯ ยูไนเต็ดจึงหลุดวงโคจรจากการแข่งขันในฟุตบอลยุโรปด้วย ทำให้โปรแกรมการแข่งขันของพวกเขายิ่งสั้นลงไปอีก
ตามโปรแกรมปัจจุบัน ยูไนเต็ดลงเล่น 38 เกมในพรีเมียร์ลีก, 1 เกมคาราบาว คัพ และ 1 เกมเอฟเอ คัพ รวมแล้ว 40 นัด ซึ่งเป็นตัวเลขที่น้อยกว่าทุกรายการในรอบเกือบ 1 ศตวรรษ โดยครั้งสุดท้ายที่สโมสรลงเล่นน้อยเท่านี้คือในฤดูกาล 1914–15 ก่อนเกิดสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง
ตัวเลขนี้ยังสะท้อนให้เห็นถึงปัญหาฟอร์มการเล่นของทีมในช่วงที่ผ่านมา โดยแมนฯ ยูไนเต็ดชนะเพียงเกมเดียวจาก 7 นัดหลังสุด ซึ่งชัยชนะดังกล่าวมาจากการพบกับ นิวคาสเซิ่ล ยูไนเต็ด เมื่อปลายเดือนธันวาคม แต่ก็ถูกมองว่าเป็นผลลัพธ์ที่ได้มาด้วยโชคพอสมควร
ด้วยสถานการณ์ปัจจุบัน ยูไนเต็ดต้องเตรียมตัวสำหรับเกมพรีเมียร์ลีกนัดสำคัญที่ต้องพบกับ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ในสุดสัปดาห์หน้า โดยจะลงเล่นต่อหน้ากองเชียร์ที่ โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด ท่ามกลางกระแสของคำถามมากมายเกี่ยวกับอนาคตของทีมทั้งในเชิงแท็กติกและการบริหารทีมงาน
นอกจากนี้ช่วงเวลาที่ว่างในเดือนกุมภาพันธ์และมีนาคม ซึ่งถูกเปิดโปงออกมาอาจเพิ่มโอกาสให้ทีมเดินทางไปจัดกิจกรรมหรือทัวร์ต่างประเทศ โดยเฉพาะการไปยัง ซาอุดีอาระเบีย เพื่อหาโอกาสสร้างรายได้ทดแทนจากการไม่มีโปรแกรมแข่งขันภาคสนามในช่วงนั้น
สถานการณ์เช่นนี้ยังอาจเป็นชนวนให้แฟนบอลและผู้สนับสนุนของทีมโดยเฉพาะกลุ่มใหญ่ที่มีเสียงเข้มแข็งเตรียมแสดงความไม่พอใจต่อเจ้าของสโมสรในช่วงเวลาต่อไป โดยเฉพาะก่อนเกมเปิดบ้านรับ ฟูแล่ม ในต้นเดือนกุมภาพันธ์ ซึ่งมีรายงานว่ากลุ่มแฟนบอลอาจจัดการประท้วงครั้งใหญ่เพื่อต่อต้านแนวทางบริหารทีมในปัจจุบัน
ฤดูกาลนี้ของแมนฯ ยูไนเต็ดจึงถูกมองว่าเป็นหนึ่งในบททดสอบที่หนักที่สุดในรอบหลายสิบปี — ไม่เพียงแค่เรื่องผลงานในสนาม แต่ยังรวมถึงการจัดการทีมและอนาคตของสโมสรในเวทีฟุตบอลระดับสูงด้วย.